Tuesday, March 24, 2009

How to join KM@FAA

1. ในอีเมลของท่านจะมีข้อความส่งมาจากกานต์ชนกในหัวข้อ:
Check your email. You will receive a message from Karnchanoke. In your email, you’ll see the heading:
"You have been invited to contribute to Karnchanoke's blog."

2. เมื่อเปิดดูข้อความ ท่านจะเห็นข้อความคำเชิญให้ท่านเข้าใช้บล็อก KM@FAA คลิกที่ลิ้งค์เพื่อลงทะเบียนเปิดบัญชี Google (หากท่านมีบัญชี Google อยู่แล้ว ข้ามไปข้อ 4 ได้เลย)
In the message, you’ll see an invitation to join KM@FAA blog. Click the link to open a Google account. (If you already have a Google account, go to Step 4.)

ท่านสามารถคลิกที่ลิ้งค์ด้านล่างเพื่อเปลี่ยนภาษา
If you wish to change the language, click the third link from the right at the bottom of the page (top line).

3. ท่านสามารถสร้างบัญชี Google โดยไม่ต้องเปิดบัญชีอีเมลใหม่ เพียงใส่อีเมลของท่านในช่อง “ที่อยู่อีเมล”
To create a Google account, you DO NOT need a Gmail account. Just insert your existing email address (kmutnb, hotmail, yahoo, etc.) in the email address box.

4. เมื่อมีบัญชี Google แล้ว ให้ใส่รหัสผ่าน แล้วคลิก “ตอบรับคำเชิญ”
Once you have created your account, or if you already have a Google account, you’ll be prompted to insert your password. Then click “Accept Invitation.”

5. จากนั้นท่านจะเห็นหน้าที่เรียกว่า “แผงควบคุม”
You will then be brought to a page called “Dashboard.”

6. ในหน้านี้
- ท่านสามารถคลิกเพื่อดูบล็อกที่ “ดูบล็อก”
To view the blog, click “View Blog.”

- คลิกเพื่อเขียนบทความ (post) ใหม่ที่ “บทความใหม่”
To post a new message (called Post), click “New Post.”

- คลิกเพื่อแก้ไขโพสที่ท่านเขียนไว้แล้วที่ “แก้ไขบทความ”
To edit the post you have created, click “Edit Posts.”

7. เมื่อเข้าสู่บล็อกแล้ว ท่านสามารถอ่านโพสปัจจุบันบนหน้าจอ และโพสเก่าๆได้โดยดูจาก “Blog Archive” ด้านขวามือของจอ
At the blog, you can read current and older posts by clicking the link at the “Blog Archive.”

8. หากต้องการเขียนคอมเม้นท์ถึงโพสที่สมาชิกท่านอื่นเขียนไว้แล้ว ให้คลิกที่ “comment” ใต้โพสนั้นๆ ท่านจะเห็นช่องว่างสำหรับเขียนปรากฏขึ้น จากนั้นคลิก “Post Comment” เมื่อเขียนข้อความของท่านแล้ว
To write a comment to an existing post, click “comment” under the post.
A comment box will pop up. Click “Post Comment” when you are done.

9. คลิก “ออกจากระบบ” เมื่อใช้งานเลร็จแล้ว
Click “Sign out” before you go off-line.

เมื่อต้องการเข้าบล็อก ไปที่ http://kmfaa.blogspot.com/ แล้วคลิก “ลงชื่อเข้าใช้” เพื่อเข้าสู่ระบบ
When you would like to return to the blog, simply go to http://kmfaa.blogspot.com/ and sign in.

จากนี้ท่านก็สามารถเข้าเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความคิดและประสบการณ์อันมีค่าของท่านกับเพื่อนชาวศิลปศาสตร์ประยุกต์ได้แล้วค่ะ
Please do return to the blog often. There are many things we would like to learn from you—and many, many things others can share with you.

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณชญานุตม์ หรือ อ.กานต์ชนก
For more information, please contact Karnchanoke.

Monday, March 23, 2009

กระบวนการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลง

ข้อมูลจาก คู่มือการจัดการความรู้: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ โดย สำนักงาน ก.พ.ร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

1) การเตรียมการและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม - เช่น กิจกรรมการมีส่วนร่วมและสนับสนุนจากผู้บริหาร (ที่ทุกคนมองเห็น), โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร, ทีม/ หน่วยงานที่รับผิดชอบ, มีระบบการติดตามและประเมินผล , กำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จชัดเจน

2) การสื่อสาร – เช่น กิจกรรมที่ทำให้ทุกคนเข้าใจถึงสิ่งที่องค์กรจะทำ, ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับทุกคน, แต่ละคนจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร

3) กระบวนการและเครื่องมือ - ช่วยให้การค้นหา เข้าถึง ถ่ายทอด และแลกเปลี่ยนความรู้สะดวกรวดเร็ว
ขึ้น โดยการเลือกใช้กระบวนการและเครื่องมือ ขึ้นกับชนิดของความรู้, ลักษณะขององค์กร (ขนาด, สถานที่ตั้ง ฯลฯ), ลักษณะการทำงาน, วัฒนธรรมองค์กร, ทรัพยากร

4) การเรียนรู้ - เพื่อสร้างความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญและหลักการของการจัดการความรู้ โดยการเรียนรู้ต้องพิจารณาถึง เนื้อหา, กลุ่มเป้าหมาย, วิธีการ, การประเมินผลและปรับปรุง

5) การวัดผล - เพื่อให้ทราบว่าการดำเนินการได้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่, มีการนำผลของการวัดมาใช้ในการปรับปรุงแผนและการดำเนินการให้ดีขึ้น, มีการนำผลการวัดมาใช้ในการสื่อสารกับบุคลากรในทุกระดับให้เห็นประโยชน์ของการจัดการความรู้ และการวัดผลต้องพิจารณาด้วยว่าจะวัดผลที่ขั้นตอนไหนได้แก่ วัดระบบ (System), วัดที่ผลลัพธ์ (Output) หรือวัดที่ประโยชน์ที่จะได้รับ (Outcome)

6) การยกย่องชมเชยและให้รางวัล - เป็นการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของบุคลากรในทุกระดับ โดยข้อควรพิจารณาได้แก่ ค้นหาความต้องการของบุคลากร, แรงจูงใจระยะสั้นและระยะยาว, บูรณาการกับระบบที่มีอยู่, ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับกิจกรรมที่ทำในแต่ละช่วงเวลา

กระบวนการจัดการความรู้

ข้อมูลจาก คู่มือการจัดการความรู้: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ โดย สำนักงาน ก.พ.ร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

1) การบ่งชี้ความรู้ – เช่นพิจารณาว่า วิสัยทัศน์/ พันธกิจ/ เป้าหมาย คืออะไร และเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราจำเป็นต้องรู้อะไร, ขณะนี้เรามีความรู้อะไรบ้าง, อยู่ในรูปแบบใด, อยู่ที่ใคร

2) การสร้างและแสวงหาความรู้ – เช่นการสร้างความรู้ใหม่, แสวงหาความรู้จากภายนอก, รักษาความรู้เก่า, กำจัดความรู้ที่ใช้ไม่ได้แล้ว

3) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ - เป็นการวางโครงสร้างความรู้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเก็บความรู้ อย่างเป็นระบบในอนาคต

4) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ – เช่นปรับปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน, ใช้ภาษาเดียวกัน, ปรับปรุงเนื้อหาให้สมบูรณ์

5) การเข้าถึงความรู้ – เป็นการทำให้ผู้ใช้ความรู้นั้นเข้าถึงความรู้ที่ต้องการได้ง่ายและสะดวก เช่น ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT), Web board ,บอร์ดประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

6) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ – ทำได้หลายวิธีการ โดยกรณีเป็น Explicit Knowledge อาจจัดทำเป็น เอกสาร, ฐานความรู้, เทคโนโลยีสารสนเทศ หรือกรณีเป็น Tacit Knowledge อาจจัดทำเป็นระบบ ทีมข้ามสายงาน, กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและนวัตกรรม, ชุมชนแห่งการเรียนรู้, ระบบพี่เลี้ยง, การสับเปลี่ยนงาน, การยืมตัว, เวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เป็นต้น

7) การเรียนรู้ – ควรทำให้การเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งของงาน เช่นเกิดระบบการเรียนรู้จาก สร้างองค์ความรู้>นำความรู้ไปใช้>เกิดการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ และหมุนเวียนต่อไปอย่างต่อเนื่อง

Sunday, March 22, 2009

What is Knowledge Management?

(Text adapted from Wikipedia)

Knowledge Management (KM) comprises a range of practices used in an organisation to identify, create, represent, distribute and enable adoption of insights and experiences. Such insights and experiences comprise knowledge, either embodied in individuals or embedded in organisational processes or practice. KM efforts typically focus on organisational objectives such as improved performance, competitive advantage, innovation, the sharing of lessons learned, and continuous improvement of the organisation. KM efforts overlap with Organisational Learning, and may be distinguished from by a greater focus on the management of knowledge as a strategic asset and a focus on encouraging the exchange of knowledge. KM efforts can help individuals and groups to share valuable organisational insights, to reduce redundant work, to avoid reinventing the wheel per se, to reduce training time for new employees, to retain intellectual capital as employees turnover in an organisation, and to adapt to changing environments and markets.

การจัดการความรู้คืออะไร

๑. ข้อมูลจาก คู่มือการจัดการความรู้: จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ โดย สำนักงาน ก.พ.ร. และสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ

การจัดการความรู้ในองค์กร หมายถึง การรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในองค์กร ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ในตัวบุคคลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้ และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมทั้งปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิงแข่งขันสูงสุด โดยที่ความรู้มี 2 ประเภท คือ

- ความรู้ที่ฝังอยู่ในคน (Tacit Knowledge) เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาตญาณของแต่ละบุคคลในการทำความเข้าใจในสิ่งต่างๆ เป็นความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือลายลักษณ์อักษรได้โดยง่าย เช่น ทักษะในการทำงาน งานฝีมือ หรือการคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้แบบนามธรรม

- ความรู้ที่ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) เป็นความรู้ที่สามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผ่านวิธีต่างๆ เช่น การบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่างๆ และบางครั้งเรียกว่าเป็นความรู้แบบรูปธรรม

๒. ข้อมูลจาก การจัดการความรู้เบื้องต้น โดย สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)

การจัดการความรู้ หรือที่เรียกย่อๆ ว่า KM คือ เครื่องมือ เพื่อใช้ในการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 3 ประการไปพร้อมๆ กัน ได้แก่ (1) บรรลุเป้าหมายของงาน (2) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน และ (3) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้

ดังนั้นการจัดการความรู้จึงไม่ใช่เป้าหมายในตัวของมันเอง เมื่อไรก็ตามที่มีการเข้าใจผิด เอาการจัดการความรู้เป็นเป้าหมาย ความผิดพลาดก็เริ่มเดินเข้ามา อันตรายที่จะเกิดตามมาคือ การจัดการความรู้เทียม หรือ ปลอม เป็นการดำเนินการเพียงเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้เท่านั้นเอง